Abattoir | บ้านกักผี (2016)

Abattoir (2016)

 

รีวิวหนัง : Abattoir | บ้านกักผี (2016)

              Abattoir ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง หนังHD ที่คอหนังหลายคนจับตามองไม่น้อยเลยสำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะการมีชื่อของผู้กำกับเจ้าของผลงานโหดขั้นสุดที่คอหนังรู้จักกันอย่างดีโชวภาคสองสามสี่นั่งแท่นนำทัพหนังเรื่องแนวสยองขวัญเรื่องใหม่หนังเรื่องนี้มีชื่อไทยว่าบ้านกักผีซึ่งน่าสนใจทีเดียวว่าจะยังคงความซาดิสต์เข้มข้นไว้ได้แค่ไหนอะบาทัวนั้นเป็นเรื่องราวของนักข่าวสาวแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ธรรมดาๆที่มีจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตเมื่อครอบครัวของเธอถูกฆาตรกรรมอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตและสิ่งที่น่าประหลาดใจไม่แพ้กันคือเมื่อเธอกลับไปยังที่เกิดเหตุอีกครั้งก็พบว่าบริเวณห้องที่ครอบครัวของเธอถูกฆาตกรรมนั้นก็ถูกรื้อถอนหายไปด้วยขณะที่นักสืบเป็นคนรักเก่าของเธอก็เป็นตัวละครที่เข้ามามีบทบาทมนการร่วมแกะปมปริศนาที่อยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมในครั้งนี้ไปพร้อมๆกับตัวของเธอว่ามันเกิดอะไรขึ้น

                ทั้งนี้เมื่อหนังตั้งโจทย์มาแบบนี้เส้นเรื่องที่ควรจะเป็นของตัว หนังสยองขวัญ Horror สำหรับใครที่ติดตามหนังแนวนี้จะถือว่าเซอร์ไพรส์ไปเลยเมื่ออะบาทัวเลือกใช้โครงเรื่องที่ค่อนข้างแหวกแนวโดยดัดแปลงจากเวอร์ชันการ์ตูนโดยหลังจากที่ทั้งสองคนสืบเสาะจนค้นพบเมืองนิวอิงลิชก็ต้องพบกับกลิ่นอายของดินแดนที่เต็มไปด้วยปริศนาไล่ไปจนพบกับเจ้าของบ้านซึ่งได้เชื่อมโยงห้องที่เกิเหตุในบ้านของเหยื่อแต่ละคนเอาไว้เป็นบ้านขนาดใหญ่โจทย์ที่คนดูโฟกัสอยู่ที่การหาที่มาและสาเหตุของการเนรมิตสิ่งปลูกสร้างมรณะแห่งนี้เมื่อพูดถึงเนื้อหาแน่นอนว่าหากไม่คาดหวังจนเกินไปกับฉากกระทึกโหดๆเกลื่อนกลาดก็ถือว่าเป็นการพยายามทดลองนำเสนอแนวทางที่ต่างออกไปของผู้กำกับซึ่งทำออกมาน่าสนใจเหมือนกันการพยายามปูโทนหนังในแบบฉบับหนังสยองขวัญย้อนยุคที่จงใจสอดแทรกอุปกรณ์และเทคโนโลยีตามยุคสมัยให้น้อยที่สุดย้อมด้วยการเดินภาพในสไตล์หนังฟิล์มนัวร์แต่งแต้มด้วยซาวน์ประกอบของวิทยุทรานซิสเตอร์

Abattoir (2016)

                 หากมองในมุมของตรรกะคนสร้างสรรค์งานที่หยิบจับเอาประเด็นของอสังหาริมทรัพย์มาผสมผสานกับความเชื่อและศาสนากับการปะติดปะต่อห้องหับที่เหยื่อถูกฆาตกรรมเข้าด้วยกันภายใต้แนวคิดบ้านเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและที่กักขังก็ถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่และนำพาไปสู่การเฟดเนื้อเรื่องไปทางแฟนตาซีได้อย่างไม่เคอะเขินนักอย่างไรก็ตามจุดบอดใหญ่ของอะบาทัวที่ส่งผลให้มุมมองของคนดูที่มีต่อหนังดร็อปลงฮวบฮาบนั้นกลับเป็นการเดินเรื่องที่เนิบนาบชวนง่วงเหงาหาวนอนเป็นอย่างยิ่งทั้งที่ในช่วงแรกตัวหนังเดินเรื่องรวดเร็วบวกกับตัวละครก็ไม่ได้ถูกปูเรื่องผูกปมต่างๆหรือมีแคแร็คเตอร์ซับซ้อนที่ต้องมาตีความมากมายนักเรียกได้ว่าแคแร็คเตอร์ของตัวละครหลัก

                  ทั้งสองตัวละครแทบจะไม่สามารถดึงคนดูไว้ได้เลยไดอะล็อกพื้นๆบวกกับการแสดงที่รับส่งไม่ถึงทำให้เรารู้สึกไม่เชื่อไปกับตัวละครดูจะเป็นหนังสืบสวนสยองขวัญที่เฝ้ารอแต่ฉากซาดิสต์เละๆแหวะๆอย่างเดียวเพราะต้องบอกวุถือเป็นส่วนที่หนังเรื่องนี้ทำได้โหดสะใจมากแม้จะมีไม่มากแต่การเดินทางของหนังไปยังจุดไคลแม็กซ์นั้นกลับเป็นการตกม้าตายที่ทำให้คนดูเบื่อหน่ายและหลุดโฟกัสจากตัวหนังไปอย่างน่าเสียดาย

Abattoir

                  ถ้าจะมีส่วนที่อะบาทัวได้รับการจดจำที่ดีก็น่าจะเป็นส่วนไคลแม็กซ์นี่แหละและทุกคนสามารถหาหนังเรื่องนี้ดูได้ใน เว็บหนังHD ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าศักดิ์ศรีความเป็นหนังของบรูสแมนกลับมาได้บ้างแต่ในภาพรวมของการทดลองในครั้งนี้คงบอกได้แค่ว่าการผสมความเป็นหนังสยองขวัญเข้ากับความเป็นแฟนตาซีที่มีกลิ่นอายจากการ์ตูนเป็นแนวทางที่ดีสำหรัคนสร้างหนัง